สมฤดี님의 프로필Praise ye the Lord Sp...사진블로그리스트 도구 도움말

กฤตเมธากุล สมฤดี

직업
지역
관심 분야
^0^
리스트

Praise ye the Lord Space

사진(1/14)
7월 19일

แก้วมี่ไม่เคบพอ....


 
 
 
 
 
 
 
 
----- แก้วที่ไม่เคยพอ -----

เรามักถูกสอนให้มองด้านดีว่า แก้วน้ำที่มีน้ำอยู่ครึ่งแก้วนั้น

มีน้ำเหลือตั้งครึ่งแก้วมากกว่าที่จะมองว่าน้ำหายไปครึ่งแก้ว

แต่จะมองด้านไหนก็ตามก็ทำให้เราคิดว่าแก้วยังขาด พร่อง

ยังต้องหาน้ำมาเติมให้เต็ม


ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เราจะรู้สึกว่า เรายังมีไม่พอ ต้องมีนั่น มีนี่

เสียก่อนแล้วเราจะอิ่มจะเต็ม สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยถูกสอนก็คือ

ไม่ว่าเราจะพัฒนาความสามารถ ในการหาเงิน หาของ

หาความรักให้ได้มากสักเท่าไหร่ก็ตาม น้ำในแก้วไม่มีวันเต็ม

เพราะความอยากในใจเราไม่เคยหยุด แก้วของเราก็จะโตขึ้น

ไปเรื่อยๆ ไม่เคยพอ


เมื่อก่อนที่เราคิดว่า ถ้าเรามีเงินล้าน เราจะมีความสุข

พอเรามีเข้าจริงๆปริมาณความต้องการ มาตรฐานการครองชีพ

ความเป็นอยู่ของเราก็โตรุดหน้าไป จนเราต้องหาเพิ่มตลอดเวลา

ซึ่งอย่าว่าแต่คนมีเงิน 10 ล้าน 100 ล้านขนาดคนที่มีเป็นหมื่นล้าน

ยังหาเงินอย่างไม่รู้จักอิ่มรู้จักพอ รวมทั้งคนที่เรารักหนักหนา

ยากลำบากกว่าจะได้มา พออยู่กันไปนาน ๆใจเราก็เรียกร้อง

มากขึ้นๆ เห็นจุดอ่อนข้อบกพร่อง ไม่อิ่ม ไม่เต็มได้ตลอดเวลา

แก้วน้ำหรือความอยากในใจเราไม่เคยหยุดโตหาเท่าไหร่ก็ไม่เคยเต็ม...


เคล็ดลับของความสุขก็คือ เราพยายามอย่างเต็มที่ในการหาเงิน

หาความรัก เหมือนหาน้ำมาใส่แก้ว แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ

เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับขนาดของแก้วให้พอดีกับน้ำ

ให้ใจเราสามารถที่จะมีความสุขสงบพอใจกับขณะนี้ เดี๋ยวนี้

โดยไม่ต้องรออนาคต***


ถ้าเรามีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว แต่เราสามารถลดขนาดของแก้วน้ำลง

จนเหลือเพียง 1 ใน 4 น้ำที่มีครึ่งแก้ว ก็จะล้นมีเกินอยู่อีกเท่าตัว

มีเกินพอสำหรับเรา และ พอที่จะแบ่งให้คนอื่นเมื่อเราเต็ม

เราก็ไม่ต้องไปวิ่งหาน้ำมาเติมอีก มีเวลาเหลือเฟือให้คนที่เรารัก

ให้กับสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตเราอย่างแท้จริง


การลดขนาดของแก้วน้ำก็คือ การที่เราหมั่นตามรู้ ตามดูจิตใจ

ความรู้สึก ความคิดของเราแต่และขณะที่เรารู้ทันใจเราที่อยากได้

อยากให้คนอื่นคิดให้ถูกใจเรา ทุกขณะที่เรารู้ทัน ความอยากทำงาน

ไม่ได้ เราก็ได้ลดขนาดของแก้วลงทุกขณะที่เรามีความรู้สึกตัว

ชีวิตเราก็จะเป็นแก้วที่อิ่มเต็มพอดี พอเพียงมีความสุขมั่งคง
6월 2일

การเดินทางของหัวใจ

“ความรัก” ของคนเรา ก็มีเท้าเดินเหมือนกัน
เมื่อแรกเริ่ม . . . ความรักก็เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เพราะ . . . อยากจะถึงจุดหมายที่หวังไว้


คือ . . . ใครคนหนึ่งที่เรารู้สึกดีๆ ด้วย
เมื่อสมหวังแล้วความรักก็เดินไปเรื่อยๆ
. . . ไม่ต้องก้าวยาวและเร็ว
. . . เดินไปตามปกติและก้าวต่อไปเรื่อยๆ
. . . ในช่วงนี้ถ้าเดินเร็วไปอาจจะเจอหลุมและสะดุดได้
ก็คงจะต้องเดิน . . . อย่างระมัดระวัง
. . . และก้าวให้ได้จังหวะ . . . ที่เหมาะสม

แต่เมื่อถึงเวลา . . . ที่ความรักผิดหวังหรือจบลง
ความรัก . . . ก็จะเดินช้าลง
บางทีอาจจะช้า . . . ช้าจนเหมือนเราเดินถอยหลัง
เหมือนกับ . . . คนที่หกล้มแล้วขาเจ็บ
จะเดินไม่ถนัดนัก . . .
ต้องรอเวลาเพื่อรักษาให้แผล ที่เกิดจากการหกล้มหาย
แล้วค่อยก้าวเดินต่อไป . . . อย่างปกติ

ความรักก็มี step ในการก้าวเดินไปอย่างนี้เรื่อยๆ
ช้าบ้าง . . . เร็วบ้าง จนกว่าจะถึงวันหนึ่งที่เราได้เจอคนที่ใช่จริงๆ

วันนั้น . . . ความรักคงเดินต่อไปได้เรื่อยๆ
ถึงจะหกล้มบ้าง ตกหลุมบ้าง
แต่ . . . ก็ยังมีคนที่คอยประคอง คอยเดินไปด้วยกัน
ไม่ใช่หกล้มแล้ว . . . ต้องลุกเดินต่อด้วยตัวเองอีกต่อไป

เมื่อความรัก . . . ก้าวเดิน
เราจึงต้องก้าวตาม . . . อย่างระมัดระวัง
จะหกล้มบ้าง จะสะดุดบ้างก็ต้องพยายามลุกขึ้น
. . . และกลับมาเดินต่อไป ให้ได้ . . .

mom ที่สุดของหัวใจ

มีอะไรมาฝากเรื่องจิงของแม่ทุกคน- -
ที่รักลูกและดูแลลูกเสมอ--
จนแม่จะเเก่เฒ่าหรืออาจจะตายเลยก็ได้--
คุณควรอ่านดู นะ..เเล้วน้ำตาอาจจะไหลได้โดยไม่รู้ตัว

เมื่อ คุณกำเนิดมาในโลกนี้ เธออุ้มคุณไว้ในอ้อมอก
คุณขอบคุณเธอโดยการ ร้องไห้

เมื่อคุณอายุ 1 ขวบ
เธอป้อนข้าวและอาบน้ำให้คุณ
คุณขอบคุณเธอโดยการงอแงทั้ง คืน

เมื่อคุณอายุ 2 ขวบ
เธอสอนคุณเดิน
คุณขอบคุณเธอด้วยการวิ่งหนีเมื่อเธอเรียกหา

เมื่อคุณอายุ 3 ขวบ
เธอทำอาหารทุกอย่างให้
คุณด้วยความรัก
คุณขอบคุณเธอด้วยการโยนจานลง พื้น

เมื่อคุณอายุ 4 ขวบ
เธอให้ดินสอสีคุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการระบายสีบนโต๊ะ อาหาร

เมื่อคุณอายุ 5 ขวบ
เธอแต่งชุดเก่งให้คุณเพื่อไปเที่ยว
คุณขอบคุณเธอด้วยการทำชุดเก่งนั้นเปื้อนโคลนเลอะเทอะไปทั่ว

เมื่อคุณอายุได้ 9 ขวบ
เธอสอนเปียโนให้คุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการไม่เคยแม้แต่จะ ซ้อม

เมื่อคุณอายุ 10 ขวบ
เธอขับรถไปส่งคุณทั้งวัน
ตั้งแต่สนามบอล,โรงยิม, ยัน
งานเลี้ยงวัน เกิดของเพื่อนแต่ละคน
คุณขอบคุณเธอด้วยการกระโดดออกนอกรถ
โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง

เมื่อคุณอายุ 11 ขวบ
เธอ พาคุณและเพื่อนคุณไปดูหนัง
คุณขอบคุณเธอด้วยการขอนั่งที่นั่งคนละแถว

เมื่อคุณอายุ 12 ขวบ
เธอเตือนคุณอย่าดูทีวี
คุณขอบคุณเธอด้วยการรอเธอออกไปก่อนแล้วดูต่อ

เมื่อคุณอายุ 13
เธอแนะให้คุณตัดผมให้มันดูดี
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่าเธอไม่มีรสนิยมเอาเสียเลย

เมื่อคุณอายุ 14
เธอจ่ายค่าซัมเมอร์แคมป์หนึ่งเดือนให้คุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการไม่ได้เขียนจดหมายมาหาเลยสักฉบับ

เมื่อคุณอายุ 15
เธอกลับบ้านหลังเลิกงาน
อยากได้กอดสักครั้ง
คุณขอบคุณเธอด้วยการล็อกห้องนอนขังตัวเองในห้อง

เมื่อคุณอายุ 16
เธอสอนคุณขับรถ
คุณขอบคุณเธอด้วยการเอารถไปขับทุกเวลาที่คุณจะเอาไปได้

เมื่อคุณอายุ 17
เธอกำลังรอโทรศัพท์สายสำคัญ
คุณขอบคุณเธอด้วยการใช้สายตลอดคืน

เมื่อคุณอายุ 18
เธอร้องไห้ในวันที่คุณเรียนจบมัธยม
คุณขอบคุณเธอด้วยการฉลองยันเช้า

เมื่อคุณอายุ 19
เธอจ่ายค่ากวดวิชาขับรถไปรับไปส่ง
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกลาข้างนอกเพื่อที่จะไม่ได้อายเพื่อน

เมื่อคุณอายุ 20
เธอถามคุณว่ามีแฟนหรือยัง
คุณขอบคุณเธอด้วยการพูดว่า ไม่ใช่เรื่องของเธอสัก หน่อย

เมื่อคุณอายุ 21
เธอแนะนำอาชีพให้คุณสำหรับอนาคต
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่า คุณไม่อยากเป็นอย่าง เธอ

เมื่อคุณอายุ 22
เธอกอดคุณวันรับปริญญา
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่าอยากได้รางวัลไปเที่ยวยุโรปสักครั้ง
 
เมื่อคุณอายุ 23
เธอให้เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งในอพาร์ตเมนท์แห่งแรกของคุณ
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกเพื่อนๆ ว่า มันช่างน่าเกลียดเสียนี่กระไร

เมื่อคุณ อายุ 24
เธอพบคู่หมั้นคู่หมายของคุณ และถามคุณเกี่ยวกับแผนการ ในอนาคต
คุณขอบคุณเธอด้วยการจ้องมองเขม็งพร้อมพูดว่า
"แม่.....ได้โปรดเถอะอย่ายุ่งกับเรื่อง นี้"

เมื่อคุณอายุ 25
เธอช่วยคุณจ่ายค่าใช้จ่าย านแต่งงานและสินสอด
ร้องไห้และบอกคุณว่าเธอรักคุณแค่ไหน
คุณขอบคุณเธอด้วยการย้ายไปอีกฟากหนึ่งของประเทศ

เมื่อคุณอายุ 30
เธอโทรมาหาพร้อมกับแนะนำเรื่องการเลี้ยงเด็ก
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่าสมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว

เมื่อคุณอายุ 40
เธอโทรมาเตือนความจำคุณเกี่ยวกับวันคล้ายวันเกิดญาติ
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่าตอนนี้ไม่ว่างเลย

เมื่อคุณอายุ50
เธอเริ่ม ชราและไม่ค่อยสบาย ต้องการให้ดูแล
คุณขอบคุณเธอด้วยการบอกว่ามันเป็นภาระแค่ไหนที่จะต้องเลี้ยงดูเธอ

และแล้ววันหนึ่งเธอจากไป อย่างเงียบสงบและทุกอย่างที่คุณไม่เคยกระทำ
จะเหมือนฟ้าผ่าในใจคุณ "เรียกแม่ไปเถอะ"
แสดงออกถีงความลึกซึ้ง
แด่คนที่เราเรียกว่าแม่
แม้จะไม่กล้าพูดออกมาก็ตาม

ไม่มีอะไรแทนทีเธอได้
แม้ว่าบางคราวเธออาจจะไม่ได้เป็นคนที่เข้าใจคุณมากที่
สุดหรืออาจไม่เห็น

ด้วยกับความคิดของคุณ
แต่เธอก็คือแม่ของคุณ
และเชื่อได้ว่าเธอจะทำทุกสิ่ง
ทุกอย่างเพื่อคุณ รับฟังทุกปัญหา ทุกความ กังวล

6월 1일

สิ่งเล็กน้อย.....ที่ยิ่งใหญ่ (._.)

สิ่งบางสิ่ง อาจจะดูเป็นสิ่งเล็ก ๆ ไม่มีค่าอะไรมากมาย
การกระทำบางอย่าง อาจดูเป็นปกติ ไม่มีอะไรที่เป็นพิเศษ
แต่เคยคิดไหมว่า...
สิ่งเล็ก ๆ นั้น เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในหัวใจใครบางคน
การกระทำนั้น ทำมาจากหัวใจใครบางคน


เราชอบที่จะทำอะไรที่เป็น handmade ให้คนอื่น
เพราะเราคิดว่า มันเป็นอันเดียวในโลก ไม่มีใครเหมือน
และเราก็ได้ใส่หัวใจของเราลงไปในของเหล่านั้นด้วย
มันเป็นสิ่งของเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ในใจเรา

เราชอบที่จะรับอะไรที่เป็น handmade จากคนอื่น
เพราะเราคิดว่า คนให้ตั้งใจที่จะทำให้
ของเหล่านี้อาจซื้อหาได้ด้วยเงิน
แต่เค้ากลับใช้เวลาส่วนหนึ่งของเค้าทำให้เรา
มันเป็นสิ่งของเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ในใจเรา

เราชอบที่จะเขียนโน้ตแผ่นเล็ก ๆ ติดไว้ที่หน้ากระจก หรือตู้เย็น
เพื่อเตือนคนที่เราห่วงใย
"ทานข้าวเยอะๆนะ"
"ทานเสร็จ อย่าลืมแปรงฟันนะ เดี๋ยวฟันผุ"
แม้มันจะเป็นแค่กระดาษแผ่นเล็ก ๆ แต่มันก็เต็มไปด้วยความห่วงใยของเรา

เรารู้สึกดี เวลาที่มีใครส่ง sms มาบอกว่าห่วงใย
เรารู้สึกดี เวลาที่มีใครส่ง sms มาอวยพรให้ทำข้อสอบได้
เรารู้สึกดี เวลาที่เห็นคน ๆ หนึ่งเสียสละที่นั่งให้เด็ก หรือคนชรา
เรารู้สึกดี เวลาที่เห็นคน ๆ หนึ่งบอกคนตาบอดว่า รถคันที่คนตาบอดจะขึ้นมาแล้ว
มันเป็นเล็ก ๆ ที่ไม่สามารถซื้อหาด้วยเงิน
แต่มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในใจของอีกหลาย ๆ คน


แล้วคุณหล่ะ เคยทำสิ่งเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่บ้างไหม
3월 30일

เรื่องน่าคิดของไอสไตน์

เรื่องน่าคิดของไอสไตน์

ในห้องเรียนวันหนึ่ง ไอสไตน์ถามนักเรียนว่า
" มีคนซ่อมปล่องไฟสองคน กําลังซ่อมปล่องไฟเก่า
พอพวกเขาออกมาจากปล่องไฟ
ปรากฏว่า คนหนึ่งตัวสะอาด
อีกคนตัวเลอะเทอะ เต็มไปด้วยเขม่า
ขอถามหน่อยว่า คนไหนจะไปอาบน้ำก่อน "

นักเรียนคนหนึ่งตอบว่า
" ก็ต้องคนที่ตัวสกปรกเลอะเขม่าควันสิครับ "

ไอสไตน์ พูดว่า
" งั้นเหรอ คุณลองคิดดูให้ดีนะ
คนที่ตัวสะอาด เห็นอีกคนที่ตัวสกปรกเต็มไปด้วยเขม่าควัน
เขาก็ต้องคิดว่าตัวเองออกมาจากปล่องไฟเก่าเหมือนกัน
ตัวเขาเองก็ต้องสกปรกเหมือนกันแน่ๆเลย
ส่วนอีกคน เห็นฝ่ายตรงข้ามตัวสะอาด ก็ต้องคิดว่า
ตัวเองก็สะอาดเหมือนกัน
ตอนนี้ ผมขอถามพวกคุณอีกครั้งว่า
ใครที่จะไปอาบน้ำก่อนกันแน่ "

นักเรียนคนหนึ่งพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นว่า
" อ้อ ! ผมรู้แล้ว พอคนตัวสะอาดเห็นอีกคนสกปรก
ก็นึกว่าตัวเองต้องสกปรกแน่ แต่คนที่ตัวสกปรก
เห็นอีกคนสะอาด ก็นึกว่าตัวเองไม่สกปรกเลย
ดังนั้นคนที่ตัวสะอาดต้องวิ่งไปอาบน้ำก่อนแน่เลย
..... ถูกไหมครับ...."

ไอสไตน์มองไปที่นักเรียนทุกคน นักเรียนทุกคน
ต่างเห็นด้วยกับคําตอบนี้
ไอสไตน์ ค่อยๆพูดขึ้นอย่างมีหลักการและเหตุผล
" คําตอบนี้ก็ผิด ทั้งสองคนออกมาจากปล่องไฟเก่าเหมือนกัน
จะเป็นไปได้ไงที่คนหนึ่งสะอาด อีกคนหนึ่งจะสกปรก
นี่แหละที่เขาเรียกว่า " ตรรก " "

เมื่อความคิดของคนเราถูกชักนําจนสะดุด
ก็จะไม่สามารถแยกแยะและหาเหตุผล
แห่งเรื่องราวที่แท้จริงออกมาได้ นั่นคือ " ตรรก "

จะหาตรรกได้ก็ต้อง กระโดดออกมาจาก
" พันธนาการของความเคยชิน "
หลบเลี่ยงจาก
" กับดักทางความคิด "
หลีกหนีจาก
" สิ่งที่ทําให้หลงทางจากความรู้จริง "
ขจัด
" ทิฐิแห่งกลมสันดาน "

จะหา ตรรก ได้ก็ต่อเมื่อ คุณสลัดหมากทั้งหมด
ที่คนเขาจัดฉาก วางล่อคุณไว้